ความหมายของดอกซากุระ

posted on 28 Mar 2010 12:05 by ayomichan

ซากุระ (ภาษาญี่ปุ่น : หรือ ) เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น คุณลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่นมีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวีดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry”

ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น

ซากุระ (ภาษาญี่ปุ่น : หรือ ) เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น คุณลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่นมีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวีดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry”

ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น

 ซากุระ (ภาษาญี่ปุ่น : หรือ ) เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น คุณลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่นมีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวีดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry”

ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น

 

อะนิเมะ (ญี่ปุ่น: アニメ anime ?) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่มาจากภาษาอังกฤษว่า แอนิเมชัน (animation) ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งเศส อะนิเมะ (animé) และจากภาษาละติน อะนิมะ (anima) แปลว่าเคลื่อนไหว หรือภาพเคลื่อนไหว แต่ความหมายกลายจนเป็นคำเฉพาะของภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ภาพยนตร์การ์ตูน ภายนอกประเทศญี่ปุ่น อะนิเมะหมายถึงภาพยนตร์การ์ตูนสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะทางศิลปะแตกต่างกับภาพยนตร์การ์ตูนจากแหล่งอื่น อะนิเมะส่วนใหญ่จะวาดขึ้นด้วยมือ แต่ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยสร้างอะนิเมะอย่างแพร่หลาย อะนิเมะส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงเหมือนภาพยนตร์ โดยมีแนวเรื่องหลากหลายและครอบคลุมแนววรรณกรรมเกือบทุกแนว อะนิเมะส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเป็นตอนๆ เพื่อฉายทางโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ และอีกส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นตอนๆ เพื่อขายตรงในรูปแบบดีวีดี วีซีดี หรือวีดีโอเทป ดูมีการทำตอนเฉพาะที่เรียกว่า โอวีเอ อะนิเมะหลายเรื่องถูกดัดแปลงมาจากมังงะ นอกจากนี้ยังมีอะนิเมะที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์อีกด้วย

 ประวัติ

เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักสร้างภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นเริ่มทดลองใช้เทคนิคการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนซึ่งกำลังถูกพัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างภาพยนตร์การ์ตูนของตนเอง ในทศวรรษที่ 1970 ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นได้พัฒนาลักษณะเฉพาะตัวขึ้นจนสามารถแบ่งแยกออกจากภาพยนตร์การ์ตูนของสหรัฐอเมริกาได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นภาพยนตร์การ์ตูนหุ่นยนต์ยักษ์ซึ่งไม่สามารถหาได้ในสหรัฐอเมริกาเลย ในทศวรรษที่ 1980 อะนิเมะได้รับความนิยมกว้างขวางในญี่ปุ่น ทำให้ธุรกิจการสร้างอะนิเมะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษที่ 1990 และ 2000 ชื่อเสียงของอะนิเมะได้แพร่ขยายไปยังนอกประเทศญี่ปุ่น พร้อมๆ กับการขยายตัวของตลาดอะนิเมะนอกประเทศ

คำศัพท์

"อะนิเมะ" (アニメ) เป็นคำย่อของ アニメーション ซึ่งเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ (สังเกตได้ว่าเขียนเป็นคะตะคะนะ) "แอนิเมชัน" (animation) ซึ่งหมายความถึงภาพยนตร์การ์ตูน คำทั้งสองคำนี้สามารถใช้แทนกันได้ในภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีรูปย่อเป็นที่นิยมใช้มากกว่า คำว่า "อะนิเมะ" มีขอบเขตกว้างครอบคลุมภาพยนตร์การ์ตูนทั้งหมด ไม่จำกัดอยู่ที่แนวหรือรูปแบบของภาพยนตร์การ์ตูนใดๆ

"เจแปนิเมชัน" (Japanimation) ซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า "เจแปน" (Japan) กับ "แอนิเมชัน" เป็นคำอีกคำที่มีความหมายเหมือน "อะนิเมะ" คำนี้นิยมใช้กันมากในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 แต่มีคนใช้น้อยลงตั้งแต่ปี 1990 และหมดความนิยมลงก่อนกลางทศวรรษที่ 1990 ในปัจจุบันคำนี้ถูกใช้อยู่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อแบ่งแยกระหว่างภาพยนตร์การ์ตูนทั่วๆ ไป (ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกรวมๆ ว่า "อะนิเมะ") และภาพยนตร์การ์ตูนที่ผลิตภายในประเทศ

ภาษาไทยในสมัยก่อนใช้คำว่า "ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่น" แทนอะนิเมะ คำทับศัพท์ "อะนิเมะ" นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ แต่ปัจุบันคำว่า "อะนิเมะ" หรือ "อะนิเมะ" นั้นกลับเป็นคำที่นิยมในหมู่เด็กวัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่น ใช้เรียกแทนคำว่า"ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่น"ของสมัยอดีต

 ลักษณะเฉพาะตัว

ตัวอย่างตัวละครอะนิเมะ "วิกิพีจัง"

ถึงแม้อะนิเมะแต่ละเรื่องจะมีลักษณะทางศิลปะเฉพาะตัวซึ่งขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคน โดยรวมแล้วเราอาจกล่าวได้ว่าลักษณะเฉพาะตัวของอะนิเมะคือการใช้ลายเส้นที่คม และสีสันที่สดใส มาประกอบเป็นตัวละครที่มีรายละเอียดสูง ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของอะนิเมะคือความหลากหลายของแนวเรื่องและกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ผิดกับภาพยนตร์การ์ตูนของฝั่งตะวันตกที่เกือบทั้งหมดมียุวชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย

 แนว

อะนิเมะมีอยู่หลายแนวเช่นเดียวกับภาพยนตร์ ยกตัวอย่างเช่น แอคชัน, ผจญภัย, เรื่องสำหรับเด็ก, ตลก, โศกนาฏกรรม, อีโรติก (ดูเพิ่ม: เฮ็นไต) , แฟนตาซี, สยองขวัญ, ฮาเรม ,โรแมนติก, และนิยายวิทยาศาสตร์

อะนิเมะส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาจากแนวอะนิเมะมากกว่าหนึ่งแนว และอาจมีสารัตถะมากกว่าหนึ่งสารัตถะ ทำให้การจัดแบ่งอะนิเมะเป็นไปได้ยาก เป็นเรื่องปกติที่อะนิเมะแนวแอคชันส่วนใหญ่จะสอดแทรกด้วยเนื้อหาแนวตลว รักโรแมนติก และอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมปนอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกันอะนิเมะแนวรักโรแมนติกหลายเรื่องก็มีฉากต่อสู้ที่ดุเดือดไม่แพ้อะนิเมะแนวแอคชันเลย

แนวที่สามารถพบได้แค่ในอะนิเมะและมังงะได้แก่ (สำหรับแนวอื่นๆ ดูรายชื่อแนวภาพยนตร์)

  • บิโชโจะ: (ภาษาญีปุ่นหมายความว่า "เด็กสาวหน้าตาดี") อะนิเมะที่มีตัวละครหลักเป็นเด็กสาวหน้าตาสวยงาม เช่น เมจิกไนท์เรย์เอิร์ท
  • บิโชเน็น: (ภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "เด็กหนุ่มหน้าตาดี") อะนิเมะที่มีตัวละครหลักเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและท่าทางสง่างาม เช่น ฟูชิกิยูกิ
  • เอดชิ: มีรากมาจากตัวอักษร "H" ในภาษาญี่ปุ่นหมายว่า "ทะลึ่ง" อะนิเมะในแนวนี้จะมีมุขตลกทะลึ่งแบบผู้ใหญ่ และมีภาพวาบหวามแต่ไม่เข้าข่ายอนาจารเป็นจุดขาย ตัวอย่างเช่น คาโนค่อน จิ้งจอกสาวสุดจี๊ด
  • เฮ็นไต: (ภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "ไม่ปกติ ในแง่จิตใจ" หรือ "วิตถาร") เป็นคำที่ใช้นอกประเทศญี่ปุ่นสำหรับเรียกอะนิเมะที่จัดได้ว่าเป็นสื่อลามกอนาจาร ในประเทศญี่ปุ่นเรียกอะนิเมะประเภทนี้ว่า 18禁アニメ (อ่านว่า "จูฮาจิคินอะนิเมะ"; อะนิเมะสำหรับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี) หรือ エロアニメ (อ่านว่า "เอะโระอะนิเมะ"; มาจาก "erotic anime" แปลว่า "อะนิเมะที่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ) ตัวอย่างเช่น ลาบลูเกิร์ล)
  • เมะกะ: อะนิเมะที่มีหุ่นยนต์ยักษ์ เช่น โมบิลสูทกันดั้ม
  • อะนิเมะสำหรับเด็ก: มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กปฐมวัย ตัวอย่างเช่น โดราเอมอน
  • โชเน็น: อะนิเมะที่มีกลุ้มเป้าหมายเป็นเด็กผู้ชาย เช่น ดราก้อนบอล
  • โชโจะ: อะนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กผู้หญิง เช่น เซเลอร์มูน
  • เซเน็น: อะนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นชายตอนปลายถึงผู้ชายอายุประมาณ 20 ปี เช่น โอ้! มายก็อดเดส
  • โจะเซ: (ภาษาญี่ปุ่นหมายถึง "ผู้หญิงอายุน้อย") อะนิเมะที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ตัวอย่างเช่น นานะ
  • มะโฮโชโจ: แนวย่อยหนึ่งของอะนิเมะแนวโชโจะ มีตัวละครหลักเป็นเด็กผู้หญิงที่มีพลังวิเศษอย่างไดอย่างหนึ่ง เช่น การ์ดแคปเตอร์ซากุระ
  • มะโฮโชเน็น: เหมือนแนวสาวน้อยเวทมนตร์ แต่ตัวเอกเป็นผู้ชาย เช่น ดี.เอ็น.แองเจิล
  • โชโจะไอ/ยุริ: อะนิเมะเน้นความรักร่วมเพศระหว่างผู้หญิง เช่น สตรอเบอรีพานิก
  • โชเน็นไอ/ยะโอะอิ: อะนิเมะเน้นความรักร่วมเพศระหว่างผู้ชาย เช่น กราวิเทชัน

สำหรับคอมังงะ

posted on 26 Mar 2010 21:21 by ayomichan
โลลิคอน (Lolicon) - รักเด็กหญิงอายุน้อยๆ (อันนี้เป็นมาก โดยเฉพาะเจ้าของกระทู้ 555)
โชตาคอน (Shotacon) - รักเด็กผู้ชายอายุน้อยๆ
โอบาคอน (Obacon) - ชอบสาวอายุมากกว่า รุ่นป้า หน้าอกโต ใครชอบ สึนาเดะ ในนารูโตะ หรือ อากิ ในเคโรโระ ล่ะก็ใช่เลย  คนมักจะสับสนเอาไปปนกับพวกชอบอกโต สรุปก็คือ โอบาคอน คือพวกชอบป้านั้นแหละ
โอจิคอน (Ojicon) - ชอบชายแก่
ยาโออิ (Yaoi) - ชอบเห็นการมีเพศสัมพันธุ์ระหว่างชายกับชาย (ผู้หญิงก็ชอบแนวนี้เยอะนะ)
Shonen ai (อ่านว่าอะไรก็ไม่รู้) - ความรักบริสุทธิ์ระหว่างชายกับชาย (ไม่จำเป็นต้องมีอะไรกัน)
ยูริ (Yuri ) - ชอบเห็นการมีเพศสัมพันธุ์ระหว่างหญิงกับหญิง (แนวนี้ผู้ชายชอบเยอะแฮะ)
Shojo ai - ความรักบริสุทธิ์ระหว่างหญิงกับหญิง
สปอร์ต (Sport) - แค่เห็นชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นแนวกีฬา แต่ไม่ธรรดาตรงที่บ้าพลัง (แล้วตอนต่อสู้จะไปประกาศท่าให้ศัตรูรู้ทำไมหว่า)
จิ้น (Jin) - แค่จินตนาการว่ามีอะไรกัน แต่ความจริงไม่มีอะไรกันเลย
กุโระ (Guro) - แนวเลือดท่วมจอ โปรดปรานเครื่องใน ชอบเห็นการทรมานแบบวิตถาร ดูแล้วสะใจก็เข้าข่าย เหยื่อที่กุโระชอบได้แก่ สาวน้อย และเด็กหญิงทั้งหลาย
เอ็กชิ (Ecchi) - ลามกเล็กๆ พวกนี้ถือคติ ทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใส เช่น ชินจัง "เคนอิจิ ลูกแกะพันธุ์เสือ" นี่ก็ใช่
เฮ็นไต (Hentai) - แนวร่วมเพศครับ แต่ไม่ธรรดา เพราะกลุ่มนี้ชอบแนววิตถาร
ฮาเรม (Harem) - ประเภทผู้ชายคนเดียว แต่มีสาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง เช่น เนกิมะ LoveHina
Sadism & Masokism - ชอบความรุนแรง การทรมาน
มาโฮะ - ชอบแนวเวทมนตร์ ประเภทสาวน้อยเวทมนตร์ทั้งหลาย เช่น โดเรมี
โรบอต - แนวหุ่นยนต์ ชอบเครื่องยนต์กลไก เช่น กันดั้ม
คอมพิวเตอร์ - ชอบแนวคอมพิวเตอร์ที่สามารถพูดคุยกับคนได้ ประเภทหุ่นยนต์สาวๆ เช่น โชบิท
ไรเดอร์ (Rider) - ก็แนวไรเดอร์ไง พวกมดเอ็กซ์ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ
เรนเจอร์ (Ranger) - คล้ายๆ พวกไรเดอร์ ต่างกันตรงที่ทำงานเป็นกลุ่ม ใส่ชุดที่เป็นสีๆ (หัวหน้ามักจะสีแดง)
เมด (Maid) - ชอบเห็นสาวๆ ใส่ชุดคนรับใช้ ชุดที่ใส่ก็แนวคนรับใช้ทางยุโรป
มิโกะ (Miko) - แนวคนทรงเจ้า มิโกะ จะมีเครื่องแบบเฉพาะตัว
โกธิค (Gothic) - ชอบใส่ชุดคุณหนูของอังกฤษยุคเก่า มังงะแนวนี้จะเป็นแนวผู้หญิงซะส่วนใหญ่
Chounyou (แปลเอาเอง) - ชอบสาวอกโตมากๆ ประเภทอกภูเขาไฟ (ไม่ใช่ภูเขาธรรดา) อีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกันคือคำว่า Oppai แปลว่า นม ครับ
Megane - ชอบสาวใส่แว่น  และสาวใส่แว่นในมังงะมักจะเรียบร้อย
Megami - แนวเทพธิดา เช่น Ah My Goddess
Kemono - ครึ่งคนครึ่งสัตว์
มิมิ (Mimi) - คลั่งหูสัตว์ เช่น หูแมว หูหมา แยกออกเป็น เนโกะมิมิ (แมว) เช่น ดิจิการัต แล้วก็มี อินุมิมิ (หมา) เช่น อินุยาฉะ แล้วก็สัตว์อื่นๆก็จะมีชื่อเรียกต่างกัน แต่ลงท้ายด้วย มิมิ เหมือนกัน
แอนิมอล (Animal) - สายสัตว์ (ในวันพีชมีให้เห็นเยอะมาก)
คินนิคุ (Kinniku) - ชอบกล้ามโตๆ เช่น เคนจิโร ในหมัดเพชรฆาตดาวเหนือ
Tentacle - ชอบหนวดเครา
Incest - รักต้องห้าม เช่นความรักระหว่างครอบครัว
ซิสคอน (Siscon) - ชอบพี่สาวน้องสาว
บราคอน (Brocon ) - ชอบพี่ชายน้องชาย
ทวินเซต (Twincest) - ความรักของแฝด
Change - แนวกลับเพศ จากชายเป็นหญิง หรือจากหญิงเป็นชาย เช่น รันม่า
โมเอะ - แนวไร้เดียงสา ประเภทนี้นางเอกจะตาโตใสเป็นประกายดั่งเพชร (แต่ในชีวิตจริงใครมันจะตาโตขนาดนั้น แนวที่ผมไม่อยากดูเลย)

ชุดน้องเมดแสนหวาน

posted on 26 Mar 2010 21:04 by ayomichan

 คอสเพลย์ (ญี่ปุ่น: コスプレ kosupure โคะซุปุเระ ?), (อังกฤษ: cosplay) โดยทั่วไปหมายถึงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้น ๆ ด้วย เดิมทีการแต่งกายในลักษณะนี้ยังไม่มีคำระบุเรียกอย่างชัดเจน คำว่าคอสเพลย์นี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้การเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร My Anime เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยโนบุยุกิ ทากาฮาชิ ซึ่งมาจากการนำคำ 2 คำมาผสมกัน คือคำว่า Costume และ Play

ปัจจุบันนิยามของคอสเพลย์ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่กินความหมายรวมไปถึงตัวละครในการ์ตูน เกม และภาพยนตร์ ทั้งของญี่ปุ่นและของประเทศอื่น ๆ ด้วย และยังรวมไปถึงการแต่งกายเลียนแบบการแต่งกายของวงดนตรี J-Rock และ J-Pop ที่มีรูปแบบแตกต่างจากการแต่งกายแบบปกติอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อร้องเพลงหรือการเต้น Cover ตามศิลปินที่ชื่นชอบนั้นอีกด้วย และการแต่งกายแบบย้อนยุค อย่างเช่นสมัย Gothic เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น จุดเริ่มต้นของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์ส่วนหนึ่งจะมาจากผู้ที่ชื่นชอบ J-Rock ในสมัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงปี 30 กลายๆ อีกส่วนหนึ่งคือผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่นและติดตามข้อมูลโดยตรงจากทางญี่ปุ่น ก็ได้มีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อจัดงานขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2541 หลังจากนั้นสำนักพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นต่างๆ เองก็ได้เริ่มให้ความสนใจจัดกิจกรรมเพื่อตอบสนองความชื่นชอบในลักษณะของการประกวดคอสเพลย์ขึ้นมาบ้าง แต่จุดที่ทำให้คอสเพลย์เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในสังคมไทย เห็นจะเป็นกระแสของเกมออนไลน์ต่างๆ ที่เริ่มเข้ามาเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2545 โดยคอสเพลย์เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักๆ ที่ผู้นำเข้าเกมจะจัดขึ้นมาเพื่อสร้างความคึกคักให้กับงานแสดงเกมของบริษัท โดยเฉพาะเกมที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้นอย่าง Ragnarok Online ซึ่งสื่อต่างๆ ก็ได้นำเอาเรื่องของคอสเพลย์ไปเผยแพร่ จึงมีผลทำให้บุคคลทั่วไปได้รู้จักมากยิ่งขึ้น จากที่แต่เดิมนั้นจะเป็นรู้จักเฉพาะในวงแคบๆ เท่านั้น นับเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง

ฮานะ:เอ๋ ยังไม่มีใครมาเลยเหรอเนี่ย

โทโมะ:มาแล้วๆ อ้าวนี่อาโยะ ยังไม่มาเหรอฮานะจัง

ฮานะ:ยังเลยอ่ะสงสัยกำลังมาล่ะมั้ง

โทโมะ:เอ๋ว่าแต่ ฮานะแต่ชุดยูคาตะก็น่ารักดีจัง

ฮานะ:ไม่หรอก ดูอาโยะซะก่อน

โทโมะ:ว้าว.......น่ารักจัง

อาโยมิ:มาแล้วจร้า ขอโทษนะ มาช้าไปนิดดดดดดนึง

ฮานะ:ว้าว อาโยะจังน่ารักจัง

อาโยมิ:ฮะฮะ พอดีเคียยะคุงเค้าเลือกให้นะ

โทโมะ:ป่ะ ไปกันได้แล้ว งานวัดเริ่มแล้วนะ

อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!~

 โอ้โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ งานวัดวันนี้สวยจังเลย อาจเป็นเพราะมีเพื่อนมาเที่ยวด้วยล่ะมั้ง ดีจังไม่เหงาและเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ(ที่ว่าเหนื่อยอ่ะ ก็มาเก็บค่าส๋วยแถมงานวัดนี่แหละ)

อาโยมิ:อ่ะ!!!!นั้นเคียวยะคุงนิ

ฮานะ:อะ อะ อาโยมิจัง

อาโยมิ:ไม่ต้องกลัวหรอกน่า เห็นไหม โทโมะคุงไม่เห็นกลัวเลย ใช่ม่ะ

โทโมะ:............

อาโยมิ:อ้าว หายไปไหนอ่ะ อ๋อ ไปตักปลาโน้นงัย

     ว้าววววววววววววววว ชอบๆที่สุดเลยการตกปลาอ่ะ สนุกดีตักทีไรได้เยอะมากเลย

อาโยมิ:ฮานะไปกัน ไปตักปลากัน

ฮานะ:อืมมมมมมมมมม

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป  แล้วก็อย่าลืมเม้นให้ด้วยนะ)